กรกฎาคม 25, 2024

ย้อนรอย แผนล้มกระดาน “บุญรักษา 2558”บทเรียนล้ำค่าของแม่ทีม

กดแชร์ได้เลยจ้า

จุดเริ่มต้นของบริษัท บุญรักษา 2558 (ประเทศไทย) จํากัด มีประธานบริษัทที่ชื่อ “แม่ฝน-นางธารามาศ บุญครอง” แต่คนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด คือ “นายกิตติ ก่อกุลพร” หรือที่ชอบเรียกกันว่า “หมอตั้ม” โดย “หมอตั้ม” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและวางแผนการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ของบริษัท วางระบบการเงินทั้งหมด หรือแม้แต่การสร้างกระแสของบริษัท

โดยเมื่อในปี 2560-2561 ต้องยอมรับว่า บุญรักษา 2558 ถูกขนานนามว่าเป็นบริษัทขายตรงสายบุญสีขาวที่มาแรง โดยกลยุทธ์ที่บริษัทนำมาใช้ก็คือ การจัดทำบุญเพื่อเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวของสมาชิก ผ่านพิธีกรรมหนึ่งที่เรียกว่า “พิธีขอขมากรรม” ที่จัดขึ้นทุกวันขึ้น 14 ค่ำของทุกเดือน โดยจะให้สมาชิกทุกคนที่อยู่ตามจังหวัดต่างๆ และพาทีมงานเข้ามาร่วมงานดังกล่าวด้วย ซึ่งบริษัทจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันรถให้ทั้งหมด

อีกกลยุทธ์หนึ่งที่ทำให้สมาชิกทุกคนเชื่อจนหมดใจ นั่นก็คือ การให้ข้อมูลกับสมาชิกว่า “หมอตั้ม” เป็นระดับมหาเศรษฐี ขนาดระดับบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น ดร.ทักษิณ ชินวัตร หรือเจ้าของบริษัทขายตรงระดับแถวหน้าของประเทศ ก็เคยมากู้เงินกับ “หมอตั้ม” และที่ต้องมาเปิดบริษัทบุญรักษา 2558 เพื่อทำการช่วยเหลือผู้คนจริงๆ นอกจากการสร้างเรื่องราวโกหกขึ้นมาแบบไม่กระดากปากแล้ว “หมอตั้ม” ยังทำตัวเป็นเศรษฐีผู้ใจบุญ แจกเงิน ทำบุญ และชอบทำตัวติดดิน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทั้งแม่ฝน และ หมอตั้ม มักสร้างจุดดึงดูดผู้คนยามพบเห็นทุกครั้ง คือ การแต่งตัวที่มักชอบจะใส่ทองเส้นใหญ่ๆ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ทองปลอม แต่คนทั่วไปแยกแยะไม่ออกว่าอันไหน คือ ของจริง ของปลอมกันแน่

ปัจจัยที่ทำให้บริษัทบุญรักษา 2558 ดังเป็นพลุแตกเพียงไม่กี่เดือน นั่นก็คือ การโปรโมทผ่านสื่อต่างๆ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ การจัดโปรโมชั่นท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งการไปรับรางวัลต่างๆ ทำให้คนทั่วไปมองเห็นแต่ภาพสวยงาม แต่แท้จริงแล้ว หากเข้ามาสัมผัสจริงๆ มันก็แค่เป็นภาพลวงตาเท่านั้น

ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้บริษัทบุญรักษา 2558 ต้องล้มสลาย เกิดจากการที่ “หมอตั้ม” ต้องการที่จะถอนทุนคืน นั่นก็คือ การเร่งให้ผู้นำ และสมาชิกที่มีเงิน เปิดคลังสินค้าประจำอำเภอ และจังหวัด ด้วยการใช้เทคนิคสร้างยอดเทียมขึ้นมา เช่น ถ้ารู้ว่าคนไหนมีเงิน ก็จะแกล้งโทรหาคนรู้จัก หรือพรรคพวก (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้โทรไป) และบอกเหยื่อว่า คนเหล่านี้ต้องการจะเปิดคลังสินค้าประจำจังหวัดนี้ เพราะว่าตอนนี้มียอดใต้ดินเข้ามาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากเหยื่อหลงเชื่อก็จะควักเงินเปิดคลัง เพราะเข้าใจว่าหากลงทุนไปแล้ว จะมียอดสั่งซื้อทันที เพื่อที่จะได้ยอด All Sale เข้ากระเป๋า ไม่เพียงเท่านั้นหากลงทุนเปิดคลังตอนนี้ “หมอตั้ม”  ในคราบมหาเศรษฐีก็จะแถมโน้น แถมนี้ให้อีก เพื่อเร่งเร้าให้เหยื่อรีบตัดสินใจเร็วขึ้น

ด้วยแผนการร้ายที่แยบยล ทำให้เพียงแค่ 6 เดือนเศษก็มีคลังประจำอำเภอ และจังหวัดรวมกันมากกว่า 60 แห่ง โดยคลังประจำจังหวัดให้เงินลงทุนขั้นต่ำ 500,000- 1 ล้านบาท ส่วนคลังประจำอำเภอใช้เงินลงทุน 2-3 แสนบาท โดยบางคนยอมเปิดคลังสินค้าประจำจังหวัด และอำเภอมากกว่า 5 แห่ง เพื่อหวังจะกินยอด All Sale ซ้ำร้ายไปกว่านั้นสินค้าและของแถมที่ “หมอตั้ม”  บอกว่า จะแถมให้พิเศษนั้น เจ้าของคลังบางแห่งยังไม่ได้รับสินค้าแม้แต่ชิ้นเดียว หรือคลังไหนที่ได้รับสินค้าไปแล้ว ทาง “หมอตั้ม”  ก็จะขอยืมสินค้าไปหมุนก่อน โดยอ้างว่ามีสมาชิกที่ทำใต้ดินสั่งซื้อเข้ามาแล้ว โรงงานผลิตสินค้าให้ไม่ทัน ดังนั้นจึงขอยืมเอาสินค้าไปก่อน แท้จริงแล้วเป็นการเอาสินค้าไปหมุนเวียนให้กับคลังอื่นต่อ

ไม่เพียงเท่านั้น “หมอตั้ม”  ยังใช้แผนการ “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล” โดยผู้นำคนไหนที่มีรายได้เยอะ แต่ไม่เชื่อฟัง หรือไม่ทำตามก็จะถูกยัดข้อหา หรือให้แม่ทีมต่างสายงาน มาช่วยกันโหวตให้ออกจากบริษัท โดยให้ผู้นำคนนั้นเขียนใบลาออกเอง เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกฟ้องร้อง ซึ่งมีผู้นำที่มีรายได้หลักแสนหลายคนถูกบังคับให้เขียนใบลาออกเอง

แต่จุดที่ทำให้บุญรักษา 2558 ล่มสลายตลอดกาล นั่นก็คือ การที่มีหมายจับจากสภ.นครปฐมออกหมายจับ “หมอตั้ม” จำนวน 2-3 คดี ซึ่งเป็นคดีฉ้อโกงประชาชนและเช็คเด้ง ซึ่งตอนแรกเรื่องยังไม่แดง แต่พอมีบริษัทคู่แข่งนำหมายจับดังกล่าวไปแปะไว้หน้าบริษัท และมีสมาชิกผู้นำนำหมายจับดังกล่าวส่งต่อๆ กันไป จนเรื่องมาถึงหู “หมอตั้ม” เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2561 หลังจากนั้น “หมอตั้ม” ก็ไม่ปรากฏตัวอีกเลย ได้แต่สั่งการหรือเรียกประชุมผู้นำผ่านทางโทรศัพท์ โดยอ้างว่าเดินทางไปต่างประเทศ บ้างก็บอกว่าอยู่สหรัฐอเมริกา หรือยุโรป แท้จริงแล้วอยู่ในกรุงเทพฯนั่นเอง

เมื่อวันที่ 20-23 ตุลาคม 2561 บริษัทบุญรักษา 2558 ได้แจ้งกับสมาชิกว่า ได้มีผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาแฮกข้อมูลผ่านระบบโปรแกรมของบริษัท ส่งผลให้ระบบการคำนวณคอมมิชชั่นมีปัญหา ไม่สามารถจ่ายคอมมิชชั่นให้กับสมาชิกได้ แต่สมาชิกสามารถโอนเงินเพื่อสั่งซื้อสินค้าได้ตามปกติ เหตุการณ์ดังกล่าวทาง “หมอตั้ม” ได้ใช้วิกฤตนี้โทรไปหาผู้นำหรือ เจ้าของคลังสินค้าแต่ละแห่งที่มีเงิน ไม่เว้นแม้แต่ทนายประจำบริษัท เพื่อขอกู้ยืมเงิน โดยอ้างว่าจะนำเงินดังกล่าวมาให้ผู้นำระดับสูงหลายคนกู้ เนื่องจากกลุ่มผู้นำดังกล่าวยังไม่ได้ค่าคอมมิชชั่น เพราะระบบโปรแกรมของบริษัทมีปัญหา โดยสิ่งที่ “หมอตั้ม” ใช้เป็นสิ่งจูงใจ เพื่อให้คนเหล่านั้น ยากจะปฏิเสธในการตัดสินใจ ก็คือ การให้ดอกเบี้ยที่สูง เพื่อจูงใจในการปล่อยเงินออกมา บางรายถูกยืมเงินสูงถึง 3-5 ล้านบาท โดย “หมอตั้ม”  สัญญาว่าจะคืนให้ภายใน 2-3 วัน ซึ่งเขาจะใช้วิธีการคืนเงินบางส่วนให้ก่อนพร้อมดอกเบี้ย เพื่อให้เหยื่อตายใจ จากนั้นเมื่อสบโอกาสก็จะขอกู้เพิ่มโดยมีการหว่านล้อมทุกรูปแบบเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ บางรายที่ถูกกู้เงินไป จะถูกกำชับว่าห้ามบอกใคร เพราะกลัวว่า ผู้นำที่จะยืมเงินจะรู้สึกอาย

แต่แล้วความมาแตกเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2561 เมื่อทนายประจำบริษัทได้โทรเข้ามาบริษัทเพื่อขอพบแม่ฝน ซึ่งตอนนั้นแม่ฝนกำลังพาผู้นำสมาชิกบวชชีพราหมณ์ในช่วงเข้าพรรษา โดยทนายบ้างว่า “หมอตั้ม”  ได้ยืมเงินไป และกำหนดคืนให้เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2561 แต่ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อ “หมอตั้ม”  ได้ จึงต้องการขอเข้ามาพบแม่ฝน เพื่อให้บริษัทคืนเงินให้ทั้งหมด หลังจากทนายประจำบริษัท ได้พูดคุยกับแม่ฝน พอรุ่งเช้าของวันที่ 23 ตุลาคม 2561 แม่ฝนก็ทำพิธีลาสิกขา และออกจากการถือศีล จากนั้นแม่ฝนก็หายตัวออกจากบริษัทไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมกับคนขับรถ ซึ่งไม่มีสมาชิกหรือใครสามารถติดต่อแม่ฝนหรือหมอตั้มได้

จากนั้นผู้นำและสมาชิกที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของ “หมอตั้ม”  ก็เริ่มรวมตัวกันเพื่อที่จะมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง ทาง “หมอตั้ม”  ก็พยายามบ่ายเบี่ยง จนทุกคนขู่ว่าจะไปร้องเรียนที่กองปราบปรามฯ จึงทำให้แม่ฝนและหมอตั้ม ติดต่อผ่านผู้นำท่านหนึ่ง เพื่อขอเจรจาไกล่เกลี่ย แต่การมาครั้งนี้มีเพียงแค่แม่ฝนและคนใกล้ชิดเท่านั้น ไม่ปรากฏแม้แต่เงาของ “หมอตั้ม”  โดยกลุ่มผู้เสียหายได้ขอให้แม่ฝน ไปลงบันทึกประจำวันที่ สภ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เพื่อเป็นหลักฐาน ซึ่งระหว่างอยู่ที่โรงพักสภ. สีคิ้วนั้น แม่ฝนเอ่ยปากยอมรับผิดทุกอย่าง ถึงขั้นก้มลงกราบเท้าผู้เสียหายท่านหนึ่ง เพื่อขอความเห็นใจ และจะยอมจ่ายเงินคืนให้กับผู้เสียหาย โดยขอเวลา 7 วัน แต่สุดท้ายทุกอย่างก็กลายเป็นแค่ลมปากเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นไม่มีใครสามารถติดต่อแม่ฝนหรือหมอตั้มได้อีกเลย

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 กลุ่มผู้เสียหายได้รวมตัวกันไปร้องเรียนที่กองปราบปรามฯ และปอศ. เพื่อร้องเรียนขอความเป็นธรรม แต่ในระหว่างนั้นทางแม่ฝนและหมอตั้มได้ติดต่อไปยังกลุ่มผู้เสียหายหลายคน เพื่อขอชำระหนี้บางส่วน แลกกับไม่ให้ไปแจ้งความ โดยเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 แม่ฝนและหมอตั้มได้เชิญกลุ่มสมาชิกและผู้เสียหาย เข้ามาชี้แจงที่บริษัท เพื่อขอประนีประนอม แต่เบื้องหลังแอบมีการเจรจากันแบบลับๆ ในกลุ่มผู้เสียหายบางส่วน โดยให้กลุ่มผู้เสียหายทำทีเป็นการขัดแย้งกันเอง จนทำให้บรรยากาศในการเจรจาครั้งนั้นล้มไม่เป็นท่า

จากนั้นกลุ่มผู้นำเสียงแตก แยกออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกประกอบด้วยผู้นำระดับสูง ได้ตัดสินใจไปขอให้กลุ่มนายทุนใหม่ เปิดบริษัทขึ้นมา เพื่อรักษาคนของตัวเองเอาไว้ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง ยอมกลับไปหาแม่ฝนและหมอตั้ม เพื่อหวังว่าจะเข้าไปกู้ซากบุญรักษา 2558 ซึ่งขณะนั้นตกเหวลึกไปแล้ว โดยหวังว่าจะทำให้บุญรักษา 2558 กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กลุ่มผู้นำที่กลับไปหาแม่ฝนและหมอตั้ม นอกจากจะไม่ได้เงินคืนแล้ว ยังถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือในการพิทักษ์ปกป้อง “ซาตานในคราบนักบุญ” ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งก็เริ่มขยายทีมและเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

หากพูดถึงมูลค่าความเสียหายคดีของบริษัทบุญรักษา 2558 ไม่ต่ำกว่า 50-60 ล้านบาท แม้ปัจจุบันคดีของแม่ฝนและหมอตั้มจะถูกออกหมายจับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครทราบได้ว่า แม่ฝนไปอยู่แห่งหนใด ได้ยินแต่เพียงข่าวลือว่า ขณะนี้ไปบวชชีอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ส่วนเส้นทางของหมอตั้มตอนหลังได้ผันตัวเองไปทำธุรกิจเวดดิ้งชุดแต่งงาน แต่ก็ไม่วายทิ้งนิสัยเดิมๆ นั่นก็คือ อวดอ้างว่า เป็นเศรษฐี (กำมะลอ) ไปหลอกเอาเงินผู้คนมามากกว่า 50 -100 ล้านบาท จนเจ้าหนี้และนายทุนต้องจ้างคนมาทวงเงิน โดยมานั่งเฝ้าหน้าออฟฟิศตลอด 24 ชั่วโมง จนทำให้เกิดอาการเครียดจึงตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองด้วยการผูกคอตายอย่างเวทนา

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้รู้ว่า “อย่าเชื่อและศรัทธาจนเกินไป เพราะความเชื่อและศรัทธาจะบดบังความฉลาดของเรา” นั่นเอง


กดแชร์ได้เลยจ้า