กุมภาพันธ์ 24, 2024

Visi Thailand เร่งเคลียร์ปม บริษัทแม่ยังหนุนบุกไทย

กดแชร์ได้เลยจ้า

Visi Thailand ควงบอสใหญ่ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ชี้บริษัทแม่หนุนบุกตลาดไทยสุดตัว สยบข่าวปมปัญหาขัดแย้งภายใน ยันประกาศเดินหน้าลุยต่อ มั่นใจสมาชิกผู้นำหลักๆ ยังอยู่ครบ ยอมรับปี 64 แค่โตแบบประคองตัว เหตุขอเคลียร์ปัญหาค่าคอมมิชชั่นและสินค้าค้างให้สมาชิกก่อน เชื่ออีก 2-3 ปี กลับมาผงาดบนถนนขายตรงได้อีกครั้ง

            เป็นประเด็นถกเถียงกันมานานว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Visi Thailand กลายเป็นค่ายขายตรงอินเตอร์ที่มาแรงในปี 2563 แต่ต้องมาสะดุดขาตัวเองล้ม เปรียบเสมือน “ไฟที่กำลังลุกโซน แต่แล้วก็เอาน้ำมาราด” ทั้งที่ทุกอย่างกำลังมาดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระแสผู้นำที่กำลังไหลเข้ามาร่วมธุรกิจ ภาพความสำเร็จของนักธุรกิจที่ขึ้นตำแหน่งต่างๆ เร็วที่สุดในโลก และภาพลักษณ์ขององค์กรที่เป็นขายตรงระดับอินเตอร์

            กองบก.ฟีดข่าว ออนไลน์ ได้ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น พร้อมกับบทสรุปของ Visi Thailand ว่าต่อจากนี้จะเดินต่ออย่างไร

            Visi Global เข้ามารุกตลาดขายตรงเมืองไทยเมื่อ 3 ปีก่อน โดยมี “คุณศุภพงศ์ จันทรวีระกุล” นั่งเป็น ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วีไซ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งในช่วงปีแรกได้ผู้นำที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงอย่าง “คุณตี๋-ชิตวัฒน์ สุขชัย” และ “คุณพร-พรสวรรค์ วันสา” เข้ามาเป็นแม่ทัพในการขยายตลาด แม้ในปีแรกธุรกิจจะยังไม่เติบโตมากนัก แต่เมื่อกลางปี 2562 ได้ผู้นำที่ชื่อ “อ.ยุทธ์-ยุทธพงศ์ไชย ใจแก้ว” เข้ามาร่วมทัพ ก็เริ่มทำให้ค่าย Visi Thailand เป็นที่รู้จักในแวดวงคนขายตรงมากขึ้น

จากนั้นปลายปี 2562 Visi Thailand ก็ได้เปิดตัวแม่ทัพใหญ่อย่าง “อ.โอ-อภิชา รัตนกุลวินิช” ซึ่งตอนนั้นย้ายทีมแบบยกทัพใหญ่มาจากค่ายเดิม ยิ่งทำให้กระแสของ Visi ถูกทุกสายตาจับจ้องมาที่ค่ายขายตรงแห่งนี้ว่า เหตุใดแม่ทีมหลายๆ คนจึงตัดสินใจเข้ามาร่วมธุรกิจ ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณให้ค่ายขายตรงดาวรุ่งแห่งนี้เริ่มสว่างไสวขึ้นมา

จนเมื่อต้นปี 2563 บริษัท Visi Thailand ได้จัดงาน Arctic Summit Thailand Grand Convention 2020 ซึ่งงานนี้มีผู้บริหารและนักธุรกิจระดับสูงจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมงานกันอย่างคับคั่งรวมกว่า 2,000 คน ขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย ต้องมาสะดุดโดยเฉพาะการจัดกิจกรรมแบบออฟไลน์ เพราะการระบาดของไวรัสโควิด-19 จนรัฐบาลต้องสั่งล็อกดาวน์ทั่วประเทศ แต่ผู้นำของ Visi Thailand ก็ปรับตัวเร็วมาก ด้วยการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส หันมาจัดประชุมผ่านทางออนไลน์กันอย่างคึกคักสนุกสนาน ซึ่งนั่นเป็นเหมือนการวอร์มเครื่องกันก่อน

จนเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 รัฐบาลได้คลายล็อกดาวน์ ทำให้ผู้นำของ Visi จากเดิมที่วอร์มเครื่องกันจนเกือบจะทะลุจุดเดือดแล้ว เมื่อได้สัญญาณไฟเขียวจากภาครัฐ ให้เริ่มจัดประชุมได้ ทำให้สมาชิกของ Visi ออกวิ่งสปอนเซอร์และลงรหัสกันอย่างเมามันส์ จนทำให้สินค้าหลัก โปรบิต้า (Probita) เริ่มขาดตลาด

จากจุดนี้เอง ทำให้ผู้นำและผู้บริหารมานั่งประชุมกัน เพื่อหาแนวทาง และการกระตุ้นยอดขาย รวมถึงการแก้ปัญหาสินค้าหลักขาดตลาด ซึ่งทั้งหมดได้ข้อสรุปอย่างหนึ่ง คือ การหาสินค้าที่ผลิตในประเทศ และนำสินค้าจากพาร์ทเนอร์ อย่าง เครื่องฟอกอากาศ เข้ามาขัดตาทัพไปพลางๆ ก่อน ระหว่างที่รอสินค้านำเข้าจากสหรัฐอเมริกา

เมื่อทุกอย่างตกลงกันจนลงตัว ระหว่างนักธุรกิจกับบริษัท จากนั้นก็เริ่มแผนปฏิบัติการเดินหน้า ไม่ว่าจะเป็นการจัดโปรโมชั่นการขึ้นตำแหน่ง และโปรโมชั่นท่องเที่ยว จนทำให้ในเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม 63 ถือเป็นเดือนที่มียอดขายพีคสุด จากเดิมมียอดขายไม่กี่ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นเป็น 20-25 ล้านบาทต่อเดือน แต่ปัญหาเดิมๆ ก็ยังคงอยู่ คือ สินค้าหลักขาดตลาด โดยบริษัทให้แจ้งกับสมาชิกว่า ทางโรงงานที่สหรัฐอเมริกา ติดปัญหาเรื่องการผลิตและการขนส่ง จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งปัญหาสินค้าขาดตลาดก็เริ่มกลายเป็น “มะเร็งร้าย” ที่เริ่มลุกลามรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ

            อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนพฤศจิกายน 63 บริษัทแม่ได้ส่งตัวแทน นั่นคือ “คุณสตีป” เข้ามาตรวจสอบระบบการบริหารงาน และระบบการเงิน หลังได้กลิ่นไม่สู้ดีเกี่ยวกับการบริหารงานในไทย จากนั้นบริษัทแม่ได้สั่งให้ระงับการจัดกิจกรรมทุกอย่างในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นงาน Arctic Summit และกิจกรรมท่องเที่ยว รวมถึงการโอนค่าคอมมิชชั่นให้กับนักธุรกิจก็ต้องระงับไว้เช่นกัน จากนั้นคุณสตีปได้ส่งข้อมูลจากการหาข่าวทั้งหมดไปยังสำนักงานใหญ่ เพื่อให้พิจารณา ระหว่างนั้นก็มีกระแสข่าวลือ!! ออกมาเป็นระยะๆ ว่า Visi Thailand ขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง บ้างก็บอกว่าเกิดการทุจริตภายใน บ้างก็บอกว่าผู้นำไม่โอนเงินเข้าบริษัท บ้างก็บอกว่า เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างผู้นำกับผู้บริหาร เนื่องจากผลประโยชน์ไม่ลงตัว

            จนกระทั่งเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2563 มร.พอล แฟรมตัน (Mr.Paul Frampton) CFO & Co Founder Visi Global เดินทางมายังประเทศไทย แต่ต้องถูกกักตัวตามมาตรการป้องกันโควิด-19 เป็นเวลา 14 วัน ซึ่งกว่าจะออกมาจากสเตท ควอรันธีน และเรียกประชุมนักธุรกิจ ผู้บริหารบางส่วน ได้ก็ปาเข้าไปวันที่ 22 ธันวาคม 2563 ซึ่งการประชุมในวันดังกล่าวเป็นการรวมตัวกันครั้งแรกระหว่างทีมผู้นำ และทีมผู้บริหาร หลังจากที่ก่อนหน้านี้ต่างคนก็ต่างพูด ไม่ได้นำข้อมูลหลักฐานมาหักล้างกันสักที

            บรรยากาศในการประชุมดังกล่าวเต็มไปด้วยความร้อนแรง เพราะมีการซักถามที่มาที่ไปถึงสาเหตุที่สินค้าขาดตลาด และการขาดสภาพคล่องทางการเงิน แบบดุเด็ดเผ็ดมันส์ ถึงพริกถึงขิง ถึงขั้นต้องมีการพักเบรกกันก่อน เพื่อลดความดุเดือดลง จากนั้นจึงเข้าประชุมกันต่อ

จากนั้นทีมผู้บริหารก็ได้ข้อสรุปแนวทางการเยียวยาให้กับสมาชิกผู้นำที่ยังไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่น และค้างรับสินค้า เช่น กรณีสมาชิกที่ยังไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่น บริษัทจะสั่งจ่ายเป็นเช็คตามจำนวนค่าคอมมิชชั่น โดยสั่งจ่ายวันที่ 8 มกราคม 2564 ขณะที่สินค้าที่ยังค้างอยู่ บริษัทจะเคลียร์ให้กับสมาชิกทุกคนภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 นี้

**แถลงข่าวบริษัทแม่หนุน Visi Thailand ลุยต่อ

            จนเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2564 Visi Thailand ได้จัดงานแถลงข่าวถึงกลยุทธ์รุกตลาดในปี 2564 โดยมี มร.พอล แฟรมตัน (Mr.Paul Frampton) และคุณศุภพงศ์ จันทรวีระกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วีไซ (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน และตอบข้อสงสัยกรณีสมาชิกผู้นำยังไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่นและสินค้า

โดย มร.พอล แฟรมตัน (Mr.Paul Frampton) CFO Visi Global ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า Visi เปิดดำเนินธุรกิจมาแล้ว 9 ปี ขยายไปแล้ว 30 ประเทศทั่วโลก โดยไทยเป็นประเทศที่ 29 ของโลก และได้วางให้ไทยเป็นฐานการขยายตลาดออกไปยังกลุ่มประเทศ AEC ซึ่งการเดินทางมาประเทศไทยในครั้งนี้ เพื่อมาพิสูจน์หาข้อมูลต่างที่เกิดขึ้นว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ซึ่งบริษัทแม่พร้อมให้กับสนับสนุนธุรกิจในไทย ให้เดินหน้าต่อไป ส่วนปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น สินค้า และ การเงิน ก็ต้องแก้ไขกันต่อไป เพื่อให้ Visi ประเทศไทย เติบโตในระยะยาว

**โยกโรงงานผลิต USA มาไทย แก้ปัญหาสินค้าขาด

ด้านคุณศุภพงศ์ จันทรวีระกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วีไซ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แผนการรุกตลาดในปี 2564 เป็นสิ่งที่ท้าทาย เพราะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงและเชื่อว่าโควิด-19 น่าจะอยู่ไปอีกหลายปี จึงจำเป็นต้องปรับตัว คงไม่รอให้โควิด-19 หายไป โดยบริษัทจะปรับกลยุทธ์ด้วยการนำสินค้าใหม่ๆ เข้ามาเพิ่ม เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ซึ่งสินค้าใหม่จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.สินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาก็ยังนำเข้าปกติ และจะเซ็น MOU ระหว่างโรงงานผลิตที่อเมริกาและโรงงานในไทย เพื่อพัฒนาและผลิตสินค้าจากสหรัฐอเมริการ่วมกัน โดยจะมีการควบคุมมาตรฐานจากโรงงานที่สหรัฐอเมริกา

2.ร่วมมือกับโรงงานผลิตในไทยภายใต้การคุมควบมาตรฐานการผลิตจากสหรัฐอเมริกา แต่ผลิตเป็นแบรนด์สินค้าที่เป็นของประเทศไทยขึ้นมา และ 3.สินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีนโดยผ่านทางบริษัทพาร์ทเนอร์ เช่น เครื่องฟอกอากาศ

“ในปี 64 จะขยายฐานตลาดให้กว้างขึ้น อาศัยฐานสินค้าที่นำเข้า สินค้าที่เป็นความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา และสินค้าจากพาร์ทเนอร์ เราคิดว่าการที่จะเติบโตในไทยได้ จำเป็นจะต้องมีสินค้าเพียงพอที่จะครอบคลุมทุกกลุ่มในการขยาย เราไม่ได้ยึดติดว่าจำเป็นจะต้องขายสินค้าของเรา แต่เราจะเป็นผู้คัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพให้กับสมาชิกของเรา ขณะเดียวกันจะพัฒนาศูนย์จัดจำหน่ายหรือ Visi ดีลเลอร์ ที่มีทั่วประเทศกว่า 50 แห่งให้มีความเข้มแข็งและสร้างการจดจำของแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งจะมีทีมงานเข้าไปสนับสนุนการทำออนไลน์ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงขั้นตอนแอดวานซ์”

**ชี้ 3 ปีแรกยอดขายสะสม 300 ล้านบาท

คุณศุภพงศ์ กล่าวอีกว่า วีไซ ไทยแลนด์ ได้เปิดตัวแล้ว หลังเก็บตัวมานานกว่า 3 ปี เพราะอยู่ในช่วงของการเตรียมความพร้อมในการทำธุรกิจ ซึ่งตอนนี้มีความพร้อมแล้วที่จะออกสื่อ ที่ผ่านมาได้บอกกับทีมงานเสมอว่า ถ้ายังไม่พร้อมเราจะไม่รบ แต่ถ้าพร้อมแล้วเราจะออกรบ ที่ผ่านมาเรารู้ว่ารบอาจจะไม่ชนะ แต่อยากจะบอกว่าสิ่งที่เราเจอและประสบมาและการได้ผู้นำที่มีความเข้มแข็ง ทำให้มั่นใจว่าเราจะรบชนะอย่างแน่นอน โดยได้บอกกับทางสำนักงานใหญ่แล้วว่าการทำธุรกิจในช่วงของ 3 ปีแรก เพื่อการเติบโตการทำธุรกิจอาจเป็นไปได้จะขาดทุนบ้าง

“ประเทศไทยเป็นตลาดใหม่ ที่ได้รับกระแสตอบรับดีมาก ตลอดระยะเวลา 3 ปี เรามียอดขายสะสมประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งรายได้ที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งนำมาใช้เป็นเงินหมุนเวียนบริหารจัดการในไทยเป็นหลัก แต่ก็มีบางช่วงที่ต้องโอนรายได้บางส่วนให้กับบริษัทแม่ แต่ไม่มากนัก ซึ่งในช่วงวิกฤติโควิด-19 เราโอนไปให้บริษัทแม่ไม่ถึง 20 ล้านบาท”

**ปี 64 ขอแค่ประคองตัว เหตุเร่งสางปัญหาที่ค้าง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทมีฐานสมาชิกประมาณ 20,000 คน แต่หากคิดเฉพาะที่แอคทีฟมีประมาณ 3,000 รหัส ขณะที่ในปี 2563 บริษัทจ่ายค่าคอมมิชชั่นไปแล้ว 148 ล้านบาท เป้าหมายในปี 64 เชื่อว่าน่าจะไม่เติบโต เพราะไม่สามารถประเมินสถานการณ์บ้านเมืองได้ ดังนั้นบริษัทจึงตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นไม่น้อยกว่าเดิมอย่างน้อย 150 ล้านบาท ส่วนปัญหาการจ่ายค่าคอมมิชชั่นล่าช้า และสินค้าขาด ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดีเลย ที่สมาชิกมีปัญหา แต่ในมุมที่ไม่ดี ทำให้เราได้เห็นบางอย่าง เช่น การที่จะออกรบ พอเจอเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น อาจจะมีพนักงานบางคนที่สภาพจิตใจย่ำแย่ ทำให้ไม่พร้อมรบกับเรา

“ปีนี้ยอดขายอาจเติบโตไม่มากเท่าปีที่แล้ว เพราะเกิดปัจจัยลบหลายอย่าง บริษัทจึงได้เตรียมแผนไว้ล่วงหน้า 2-3 ปี เชื่อว่า Visi จะกลับมายิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน ซึ่งเราต้องการให้สาขาในไทยเติบโตแบบยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้นการให้คุณพอล แฟรมตัน เดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นการยืนยันว่า บริษัทมีความตั้งใจที่จะยืนหยัด และปักธงทำธุรกิจในระยะยาว โดยตอนนี้เรื่องคอมมิชชั่นบริษัทได้เคลียร์ให้กับสมาชิกทุกคน ซึ่งเป็นการสั่งจ่ายเช็ค รวมจำนวนเงินกว่า 5-6 ล้านบาท โดยมีสมาชิกที่ยังไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่นอยู่ประมาณ 160 คน”

            สำหรับปัญหาการค้างคอมมิชชั่นและสินค้าขาดนั้น คุณศุภพงศ์ กล่าวว่า ปีแรกๆ เป็นปีของการวางรากฐานธุรกิจให้เติบโต แต่ด้วยกระแสตอบรับที่ดีซึ่งอาจทำให้ธุรกิจสะดุดไปบ้าง เช่น สินค้าไม่เพียงพอ หรือการค้างค่าคอมมิชชั่น อันนี้ก็ต้องยอมรับ เราจึงต้องการให้ผู้บริหารหรือผู้ร่วมก่อตั้ง เพื่อมาช่วยเคลียร์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เนื่องจากบริษัทต้องการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ และต้องการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

**โปรโมชั่นจ่ายนอกแผน ต้นเหตุเงินขาดมือ

ต้นเหตุของปัญหาดังกล่าวนั้น คุณศุภพงศ์ กล่าวยืนยันว่า แม้แผนการจ่ายผลตอบแทนของ Visi จะถูกออกแบบมา เพื่อป้องกันการจ่ายมากเกินไป หรือ โอเวอร์เปย์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากการจัดโปรโมชั่น หรือจ่ายนอกแผนทำให้เกิดปัญหาโอเวอร์เปย์ มีการแพ็ครหัสลงไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์บริษัทที่วางไว้ ส่งผลให้ยอดที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามธรรมชาติ จึงเป็นสาเหตุของการขาดสภาพคล่องทางการเงินเมื่อช่วงปลายปี ดังนั้นทางออกของปัญหาดังกล่าว บริษัทจึงได้การยกเลิกโปรโมชั่นเก่า และเตรียมเปิดตัวโปรโมชั่นใหม่ เพื่อให้เหมาะกับการทำตลาดในปี 2564

“ปัญหาสินค้าหลักอย่าง โปรบิต้า คอลลาเจน ขาดตลาด ขณะนี้ได้หยุดขายชั่วคราว เพราะต้องเคลียร์สินค้าที่ค้างกับสมาชิกให้ทั้งหมดก่อน โดยมั่นใจว่าภายในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 จะเคลียร์สินค้าให้กับสมาชิกได้ทุกคน สำหรับหากสมาชิกที่รอได้ แต่หากรอไม่ได้ ก็สามารถเปลี่ยนเป็นสินค้าชนิดอื่นได้บริษัทไม่ได้บังคับ แต่สมาชิกส่วนใหญ่เลือกที่จะรอ

และนี่คือบางช่วงบางตอนของผู้บริหาร Visi ที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน จากนี้ไป Visi จะเดินหน้าต่อตามแผนที่วางไว้อย่างไร ต้องมาติดตามกันอีกครั้ง!!!


กดแชร์ได้เลยจ้า