บมจ.เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ หรือ MPJ โชว์แกร่ง ประกาศตัวเลขไตรมาส 2/2569 กำไรสุทธิทุบสถิติทำนิวไฮแตะ 51.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.2% (YoY) รายได้รวม 321.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.4% (YoY) หนุนงวด 6 เดือนแรกกำไรพุ่ง 74.8 ล้านบาท หรือ 25.1% รับแรงหนุนจากการขยายปริมาณการจัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์ที่เพิ่มขึ้น และการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพสูง พร้อมชูกระแสเงินสด (Cash Flow) แข็งแกร่ง รองรับการเติบโตในพื้นที่ยุทธศาสตร์ EEC
นายจีระศักดิ์ มานะตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ MPJ ผู้นำบริการโลจิสติกส์ครบวงจรและลานตู้คอนเทนเนอร์ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 เติบโตโดดเด่น สะท้อนถึงคุณภาพการทำกำไรและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพสูง ควบคู่กับการขยายโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ยุทธศาสตร์ EEC เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน
โดยไตรมาส2/2569 มีกำไรสุทธิ 51.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะที่รายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 321.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.4% (YoY) กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 85.3ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.9% (YoY) สะท้อนการเติบโตของรายได้ควบคู่กับความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น ส่งผลให้งวด 6 เดือนแรกของปี2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 74.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.1% (YoY) และมีรายได้จากการให้บริการที่ 601.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% (YoY) ขณะที่กำไรขั้นต้น 147.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.0% (YoY) สะท้อนศักยภาพการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นในทุกมิติ ทั้งการขยายลานตู้คอนเทนเนอร์ และการขยายพื้นที่คลังสินค้าในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และรองรับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้า
MPJ ตอกย้ำผลประกอบการและโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยคาดกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating Cash Flow) ทั้งปีไม่ต่ำกว่า 160 ล้านบาท พร้อมโชว์ศักยภาพการทำกำไรโดดเด่นด้วย ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปัจจุบัน (ROE) สูงแตะระดับ 17.6% ซึ่งเหนือกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม (Industry Average) ที่อยู่เพียง 6.2% สะท้อนถึงประสิทธิภาพการใช้เงินทุนและศักยภาพการทำกำไรที่ดี และฐานะทางการเงินที่มั่นคงด้วยอัตราส่วน IBD/E เพียง 0.32 เท่า
MPJ กางพอร์ต 4 ธุรกิจโชว์ฟอร์มแกร่ง
ธุรกิจให้บริการขนส่งทางบกต่อเนื่องกับท่าเรือ : ด้วยแรงหนุนจากการจำหน่ายรถหัวลากประเภทเชื้อเพลิง NGV ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน และ มีค่าซ่อมบำรุงสูง ควบคู่กับการใช้เงื่อนไขสัญญา Fuel Surcharge เพื่อชดเชยต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพประกอบกับมีการขยายเครือข่ายการขนส่งภายในประเทศ (Domestic Transportation) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงมีการขยายไปในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ ส่งผลให้งวด 6 เดือนแรก และไตรมาส 2/2569 มีรายได้ 253.7 ล้านบาท และ 131.8 ล้านบาท ตามลำดับ
ธุรกิจให้บริการด้านการบริหารการจัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์ : จากปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ที่เข้าและออกเพิ่มมากขึ้น จากการขยายโครงการลานตู้คอนเทนเนอร์ใหม่ทั้ง 2 แห่ง ได้แก่ โครงการลานตู้คอนเทนเนอร์แหลมฉบัง 1 และแหลมฉบัง 2 (19 ไร่) ที่มีปริมาณตู้เข้าและออกเพิ่มขึ้น 14% (YoY) รวมถึงโครงการลานตู้คอนเทนเนอร์ลาดกระบัง ในส่วนของพื้นที่ 7 ไร่ ที่มีปริมาณตู้เข้าและออกเพิ่มขึ้น 21% และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากเงินลงทุนโครงการ OM1 แหลมฉบัง (YoY) และโครงการ OM2 ลาดกระบัง ส่งผลให้งวด 6 เดือนแรก และไตรมาส 2/2569 มีรายได้ 219.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.4% (YoY) และ 113.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.3% (YoY) ตามลำดับ
ธุรกิจให้บริการจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ : จากการให้บริการจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศด้วยการส่งออกทางเรือและอากาศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ งวด 6 เดือนแรก มีรายได้ 113.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.1 % และไตรมาส 2/2569 มีรายได้ 68.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.2 % (YoY) ตามลำดับ
ธุรกิจให้บริการให้เช่าคลังสินค้า : จากสัญญาการให้บริการของธุรกิจรับบริหารจัดการคลังสินค้าครบกำหนดในไตรมาส 4/2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้งบงวด 6 เดือนแรกมีรายได้ลดลง อยู่ที่ 14.7 ล้านบาท และไตรมาส 2/2569 มีรายได้ 7.4 ล้านบาท
“อย่างไรก็ตาม ภาพรวมอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากข้อมูล กรมศุลกากร ระบุว่า มูลค่าการนำเข้า-ส่งออกของไทยในปี 2568 สูงถึง 22.6 ล้านล้านบาท (+5.5% YoY) ขณะที่ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ผ่านท่าเรือแหลมฉบังขยายตัว 8.5% แตะ 10.3 ล้านตู้ โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังแข็งแกร่งถึง 6.8% ต่อปี นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ในพื้นที่ EEC จากข้อมูล BOI สูงถึง 64.4% ของมูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมทั้งหมด 1.4 ล้านล้านบาท (+66.1% YoY) ซึ่งปัจจัยบวกดังกล่าวจะเป็นโอกาสให้ MPJ เร่งเดินหน้าขยายธุรกิจเพื่อรองรับดีมานด์ ในตลาดที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพและมูลค่าเพิ่มทางการเติบโตให้มั่นคงและยั่งยืน”



